วันอังคารที่ 3 พฤษภาคม พ.ศ. 2554

สาระดีดี ตอนที่ 2 การแปรงฟัน


                                                                           การแปรงฟัน...ที่ถูกต้อง    
                                                          
คุณเคยถามตัวเองบ้างไหมว่า ... แปรงฟันไปทำไม
        ความจริงแล้ว คงไม่มีใครสักคนหรอกที่ไม่เคยแปรงฟันเลย เพราะเราต่างก็แปรงฟันกัน จนเป็นนิสัยแล้ว และทำกันเป็นกิจวัตรเสียแล้ว จนลืมนึกถึงเหตุผลสำคัญว่า จริงๆ แล้ว ... "ทำไมเราถึงต้องแปรงฟัน"
        การแปรงฟัน เป็นการทำให้ฟันสะอาด ปราศจากคราบฟัน หรือคราบอาหารที่จะตกค้างอยู่ในช่องปาก อันจะช่วยป้องกันการเกิดโรคในช่องปากด้วย แต่ทว่าการแปรงฟันของเรานั้นสามารถทำให้ฟันสะอาดได้แท้จริงหรือไม่
ความหมายของการทำความสะอาดช่องปาก คือ
 สะอาด หมายถึง ลดคราบจุลินทรีย์ให้เหลือน้อยที่สุด
ทั่วถึง หมายถึง แปรงทุกซี่ ทุกด้าน เน้นการแปรงฟันบริเวณขอบเหงือกเป็นสำคัญ เพราะจะเป็นจุดหมักหมม ทำให้เกิดโรคในช่องปากได้ง่ายสม่ำเสมอ หมายถึง แปรงฟันทุกวัน อย่างน้อยวันละ 2 ครั้ง
ไม่เป็นอันตรายต่อเหงือกและฟัน หมายถึง วิธีการแปรงฟันนั้น ต้องไม่ทำให้ฟันสึก ไม่รุนแรงจนเหงือกอักเสบ
วิธีการทำความสะอาดช่องปาก ให้สะอาดได้อย่างแท้จริง
ประกอบด้วย
      1.การแปรงฟันที่ถูกวิธี หมายถึง แปรงฟันทั่วทุกซี่ และทุกด้าน เน้นบริเวณที่เสี่ยงต่อการเกิดโรคสูง ได้แก่ ฟันกราม และฟันด้านลิ้น ใช้แปรงขนอ่อน แปรงด้วยยาสีฟันผสมฟลูออไรด์ และใช้เวลาอย่างน้อย 2 นาที
      2.การใช้เส้นใยขัดฟัน เพื่อ
             2.1.เพื่อทำความสะอาดซอกฟัน ซึ่งเป็นบริเวณที่การแปรงฟันไม่สามารถ ทำความสะอาดได้
             2.2.เน้นบริเวณที่เกี่ยวข้องกับการเกิดโรคสูง คือ บริเวณฟันกราม ใช้อย่างน้อยวันละ 1 ครั้ง


การแปรงฟัน อย่างถูกวิธี
อุปกรณ์สำหรับการแปรงฟัน ประกอบด้วย
       1.แปรงสีฟันที่ใช้ มีขนาดพอเหมาะกับช่องปาก ความยาวของขนแปรงคลุมตัวฟัน ประมาณ 1 - 1½ ของซี่ฟัน ลักษณะของขนแปรงอ่อนนุ่ม ไม่มีความคม และมีการสปริงตัวของขนแปรงที่ดี จึงจะช่วยทำความสะอาดฟันได้ดี
       2.ยาสีฟันที่ใช้เป็นยาสีฟันที่มีส่วนผสมของฟลูออไรด์เพราะจะช่วยลดสภาวะความเป็นกรดในช่องปากและเสริมสร้างความแข็งแรงให้กับตัวฟัน และปริมาณฟลูออไรด์ในยาสีฟันสำหรับเด็ก จะมีปริมาณฟลูออไรด์น้อยกว่ายาสีฟันสำหรับผู้ใหญ่
วิธีการแปรงฟัน
       โดยทั่วไปแล้วจะพบบ่อยๆว่า บริเวณของฟันที่คนทั่วไป มักแปรงได้ไม่สะอาด ก็คือ บริเวณฟันกรามล่างด้านลิ้น บริเวณฟันหน้าล่างด้านลิ้น บริเวณฟันกรามบนด้านกระพุ้งแก้ม
         ดังนั้น เมื่อคุณเริ่มต้นแปรงฟัน ขอแนะนำให้เริ่มแปรงในบริเวณฟันซี่ที่คุณ คิดว่า แปรงได้สะอาดน้อยที่สุดก่อน เพื่อที่จะเป็นการเน้นการทำความสะอาด ที่บริเวณนี้ให้ดีที่สุดก่อน เพื่อที่จะเป็นการเน้นการทำความสะอาด ที่บริเวณนี้ให้ดีที่สุด แล้วต่อไป ฟันของคุณทุกซี่ ทุกด้านของคุณ ก็จะสะอาดได้อย่างทั่วถึง
วิธีการแปรงฟัน ใช้วิธี ขยับ-ปัด และ กด-ดึง-ปัด
      โดยวิธี ขยับ-ปัด (Modified Bass Technic) ในทุกบริเวณ ยกเส้นฟันหน้าบนด้านเพดาน และฟันหน้าล่างด้านลิ้น ซึ่งอาจใช้วิธี กด-ดึง-ปัด (Roll Technic) โดยเปลี่ยนให้แนวของด้ามแปรงสีฟัน ขนานกับแนวของซี่ฟันหน้าบนบริเวณนั้น กดปลายขนแปรงส่วนสุดท้าย ให้แนวกับบริเวณคอฟัน แล้วดึงแปรงลงมา โดยให้ขนแปรงสัมผัสกับผิวฟันตลอด สำหรับฟันบน หรือดึงขึ้นบนสำหรับฟันล่าง
      1. การแปรงฟันกรามบนด้านแก้ม ด้านเพดานปาก และฟันหน้าด้านริมฝีปาก (ใช้วิธีขยับ-ปัด) ให้เอียงแปรงสีฟันเข้าหาเหงือกประมาณ 45 องศา ปลายของขนแปรงจะแทรกเข้าไปในร่องเหงือก ได้เล็กน้อย ออกแรงถูแปรงไปมาสั้นๆ 3-4 ครั้ง แล้วปัดแปรงสีฟันเข้าหาตัวฟัน ลงไปด้านปลายฟัน ทำเช่นนี้ 5-6 ครั้ง
      2. การแปรงฟันกรามล่างด้านแก้ม ด้านลิ้น และฟันหน้าด้านริมฝีปาก (ใช้วิธี ขยับ-ปัด) ให้เอียงแปรงสีฟันเข้าหาเหงือกประมาณ 45 องศา เช่นกัน ปลายของขนแปรงจะแทรกเข้าไป ในร่องเหงือกได้เล็กน้อย ออกแรงถูไปมาสั้นๆ 3-4 ครั้ง แล้วปัดแปรงสีฟันเข้าหาตัวฟัน ขึ้นไปด้านปลายฟัน ทำเช่นนี้ 5-6 ครั้ง
     3. การแปรงฟันด้านบดเคี้ยว โดยวางขนแปรงตั้งฉากกับด้านเคี้ยวของฟัน ออกแรงถูไปมา 4-5 ครั้ง แปรงให้ทั่วทางด้านบดเคี้ยว   บริเวณลิ้นอาจพบมีคราบเศษอาหาร หรือมีลักษณะเป็นฝ้าขาวติดอยู่ ซึ่งถ้ามีการหมักหมมอยู่นานๆ อาจทำให้เกิดมีกลิ่นได้ จึงควรทำความสะอาดลิ้นด้วย โดยใช้ขนแปรงสีฟันถูเบาๆ บนด้านลิ้น

หรือขั้นตอนการแปรงฟัน
1. การจับแปรง เวลาจะแปรงฟันบน จับแปรงหงายขึ้น เวลาจะแปรงฟันล่าง จับแปรงคว่ำลง
2. วิธีการแปรงฟันให้สะอาดอย่างทั่วถึง
     2.1.วางแปรงแนบกับขอบเหงือก
     2.2.เอียงขนแปรงเล็กน้อย
     2.3.ขยับแปรง ไป-มา เล็กน้อย
      2.4.หมุนข้อมือปัดขนแปรงจากเหงือก ผ่านตัวฟันโดยตลอด
      2.5.ถ้าเป็นฟันบน ปัดลงล่าง ฟันล่าง ปัดขึ้นบน
      2.6.แปรงให้ทั่วทุกซี่ ทั้งด้านนอก ด้านในของฟันบน และฟันล่าง ให้สะอาด
      2.7.ส่วนด้านบดเคี้ยว ถูกไปมาตามแนวฟัน ทั้งซ้าย-ขวา จนสะอาด แต่ละครั้งควรใช้เวลาแปรงฟัน ประมาณ 2-3 นาที

การแปรงฟันให้สะอาดอย่างทั่วถึง ในแต่ละบริเวณ ทำได้ดังนี้
      1.แปรงด้านนอกของฟันบน หงายแปรงขึ้น สอดแปรงไว้ระหว่างกระพุ้งแก้ม และฟันบน ให้ด้านข้างของขนแปรง แนบบริเวณเหงือกและฟัน โดยปลายขนแปรง อยู่เหนือขอบเหงือกเล็กน้อย วางทำมุม 45 องศา ออกแรงกดเบาๆ ขยับแปรงไปมาเล็กน้อย และบิดข้อมือ ให้ขนแปรงปัดลงล่าง จากเหงือกผ่านซอกฟัน และตัวฟันในบริเวณนั้นโดยตลอด ให้แปรงซี่ในสุดออกมาข้างนอกจนทั่วทุกซี่
      2.แปรงด้านในของฟันหลังบน หงายแปรงขึ้น สอดแปรงเข้าไปในช่องปาก ด้านเพดาน ให้ด้านข้างของขนแปรงแนบบริเวณเหงือกและฟัน โดยปลาย ขนแปรงอยู่เหนือเหงือกเล็กน้อย เอียงทำมุมประมาณ 45 องศา ออกแรงกดเบาๆ ขยับแปรงไปมาเล็กน้อย และบิดข้อมือ ให้ขนแปรงปัดลงล่าง จากเหงือกผ่านซอกฟัน และตัวฟัน ในบริเวณนั้นโดยตลอด
      3.แปรงด้านนอกของฟันล่าง คว่ำแปรงลง สอดแปรงไว้ระหว่างกระพุ้งแก้มกับฟัน หันด้านข้างของขนแปรง ให้ปลาย ขนแปรงชิดกับขอบเหงือก วางมุมประมาณ 45 องศา ออกแรงกดเบาๆ ขยับแปรงไปมาเล็กน้อย แล้วบิดข้อมือให้ขนแปรง ปัดขึ้นบน จากเหงือกผ่านซอกฟัน และตัวฟันในบริเวณนั้นโดยตลอด
      4.แปรงด้านในของฟันหลังล่าง คว่ำแปรงลง สอดแปรงเข้าในช่องปาก ให้อยู่ระหว่างลิ้นกับฟัน วางด้านข้างของขนแปรง แนบบริเวณเหงือกและฟัน โดยปลายขนแปรงอยู่ต่ำจากขอบเหงือกเล็กน้อย เอียงทำมุมประมาณ 45 องศา ออกแรงกดเบาๆ ขยับแปรงไปมาเล็กน้อย แล้วบิดข้อมือให้ขนแปรงปัดขึ้นบน จากเหงือกผ่านซอกฟัน ในบริเวณนั้นโดยตลอด
                                                                            
                                                                                      รูปการแปรง
       5.แปรงด้านในของฟันหน้า สอดแปรงเข้าไปในช่องปาก ด้านในของฟันหน้าบน จับแปรงหงายขึ้น ให้ด้ามแปรงขนานกับตัวฟัน วางขนแปรงบริเวณขอบเหงือก ปลายขนแปรงสัมผัสกับฟัน แล้วปัดขนแปรงจากขอบเหงือกลงมาถึงปลายฟัน ด้านในของฟันหน้าล่าง จับแปรงคว่ำลง ให้ด้ามแปรงขนานกับตัวฟัน วางขนแปรงบริเวณขอบเหงือก แล้วปัดขนแปรงจากขอบเหงือกขึ้นมา ถึงปลายฟัน
      6.แปรงด้านบดเคี้ยว ฟันล่าง คว่ำแปรงลง วางแปรงด้านบดเคี้ยว ให้ขนแปรงสัมผัสกับตัวฟัน ออกแรงถู เข้า-ออก เบาๆ ในบริเวณนั้นโดยตลอด ฟันบน หงายแปรงขึ้น ให้ขนแปรงสัมผัสกับด้านบดเคี้ยว ออกแรงถูก เข้า-ออกเบาๆ ในบริเวณนั้นโดยตลอด
ข้อควรจำ
      1.ควรแปรงฟันทันทีหลังรับประทานอาหาร โดยเฉพาะอย่างยิ่ง หลังรับประทานของหวาน
      2.ควรแปรงฟันให้ทั่วทั้งปาก ฟันบน ฟันล่าง ทุกด้าน และทุกซี่
     3.แปรงฟันด้านหนึ่งๆ ควรแปรงไม่น้อยกว่า 4-5 ครั้ง และไม่ควรออกแรงมากเกินไป
     4.ใช้เวลาแปรงฟันประมาณ 2-3 นาที
      5.การแปรงฟันผิดวิธี เช่น การแปรงตามขวาง หรือขึ้นลงพร้อมกัน ทำให้เหงือกร่น และฟันสึกกร่อนมาก ทุกคนควรมีแปรงของตัวเอง ขนาดพอเหมาะกับปาก และขนแปรงไม่แข็งเกินไป


 เครดิต     คุณกุลิสรา ลุ่นลิ่ว CRC


วันอาทิตย์ที่ 1 พฤษภาคม พ.ศ. 2554

ปวดประจำเดือน ภัยใกล้ตัวที่ควรระวัง


                                                 โรคปวดประจำเดือน
        ปัจจุบันมีผู้หญิงเป็นจำนวนมากที่ต้องทนทุกข์ทรมานจากการปวดประจำเดือน ทำให้สูญเสียโอกาสและรายได้จากความเจ็บปวดที่รบกวนอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ และยังคอยบั่นทอนสภาพอารมณ์และจิตใจของผู้หญิง กลายเป็นอุปสรรคสำคัญในการดำเนินชีวิต  ส่งผลให้ผู้หญิงมีคุณภาพชีวิตลดลง ดังนั้นปัญหาการปวดประจำเดือนจึงไม่ใช่เรื่องเล็กที่ผู้หญิงจะมองข้ามอีกต่อไป
        มูลนิธิเพื่อนหญิงได้เล็งเห็นถึงปัญหาดังกล่าวของผู้หญิง จึงได้จัดโครงการ แหวนห่วงใย เตือนภัยสุขภาพเพื่อนหญิง เพื่อให้ผู้หญิงได้ตระหนักถึงอาการปวดประจำเดือนอย่างรุนแรง ซึ่งมีความเสี่ยงในการเกิดโรคเยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่ (Endometriosis) และเป็นสัญญาณเตือนของการพัฒนาไปสู่โรคช็อกโกแลตซีสต์ ซึ่งอาจทวีความรุนแรงจนสามารถเกิดโรคมะเร็งได้ในอนาคต
        โครงการนี้มีที่ปรึกษาเป็นคุณหมอผู้เชี่ยวชาญด้านสูตินรีเวช สุวิทย์  บุณยะเวชชีวิน แพทย์ประจำคณะสูตินรีเวชวิทยา โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ ซึ่งคุณหมอเปิดเผยว่า “…ปัจจุบันมีผู้หญิงส่วนใหญ่มักเกิดอาการปวดประจำเดือน ตรงบริเวณท้องน้อยอาจปวดเป็นพักๆ หรือปวดต่อเนื่อง ถือเป็นอาการปวดแบบปฐมภูมิซึ่งไม่เป็นอันตราย แต่จากการวิจัยพบว่าผู้หญิงไทยที่มีอาการปวดประจำเดือนรุนแรง มีมากถึง 59% ซึ่งมีโอกาสเสี่ยงในการเกิดโรคเยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่ถึง 10% โดยจะมีอาการปวดบริเวณท้องน้อยอย่างรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ และมีอาการเป็นประจำเรื้อรังทุกๆ เดือน อาจถึงขนาดหน้ามืดเป็นลม หรืออาการปวดท้องน้อยเวลามีเพศสัมพันธ์ หรือ เวลาถ่ายปัสสาวะ หรือ อุจจาระ 
         แต่เป็นที่น่าตกใจว่ามีผู้หญิงมากถึง 90% ที่ปวดประจำเดือนแต่ไม่เคยไปพบแพทย์ เพราะคิดว่าเป็นเรื่องเล็กน้อย และเป็นเรื่องธรรมดา หรือไม่ก็เกิดอาการกลัวหรืออาย จึงใช้วิธีการรักษาด้วยตนเอง ดังนั้นผู้หญิงจึงไม่ควรละเลยต่อการปวดประจำเดือนของตนเองและคนรอบข้าง ควรรีบไปพบแพทย์เพื่อรับการรักษาอย่างถูกวิธี และปฏิบัติตามคำสั่งของแพทย์อย่างเคร่งครัด เพื่อลดความรุนแรงของโรค
                                                          โรคปวดประจำเดือน
       เชื่อคุณผู้หญิงส่วนใหญ่จะมีอาการก่อนมีประจำเดือนทุกเดือนจนเกิดความคุ้นเคยกับมัน เดือนไหนไม่มีอาการเหมือนขาดอะไรสักอย่าง บางคนก็มีอาการไม่มากจนไม่รบกวนคุณภาพชีวิต แต่บางคนก็เป็นมากจนเกิดอาการซึมเศร้าประมาณว่าผู้ป่วยร้อยละ 8-10 จะมีอาการของกลุ่มอาการก่อนมีประจำเดือน อาการต่างๆเหล่านี้ได้แก่ คัดเต้านม เวียนศีรษะ ปวดท้องอาการเหล่านี้เกิดจากการเปลี่ยนแปลงระดับฮอร์โมนในกระแสเลือดโดยมาก อาการมักจะไม่รุนแรงจนกระทั่งรบกวนคุณภาพชีวิต แต่คนกลุ่มหนึ่งอาการเหล่านี้รุนแรงจนกระทั่งบางคนเกิดอาการซึมเศร้า แบ่งกลุ่มอาการออกเป็น



อาการทางกาย
       อาการทางกายมักเกิดก่อนมีประจำเดือน 2 สัปดาห์ ผู้ป่วยจะมีอาการแน่นท้อง คัดเต้านม บวมน้ำเล็นน้อย บางคนอาจจะเจ็บเต้านมขณะไข่ตกเมื่อมีประจำเดือนอาการเจ็บเต้านมก็หายไป จุกเสียดแน่นท้อง ปวดศีรษะ อ่อนเพลีย ร้อนตามตัว นอนไม่หลับ ไวต่อเสียงและกลิ่น
อาการทางอารมณ์
       อารมณ์ของผู้ป่วยจะผันผวนมากโกรธง่าย เครียด จะสูญเสียสมาธิบางคนความจำไม่ดี มีผู้ป่วยจำนวนหนึ่งจะมีอาการซึมเศร้าอย่างมาก โกรธง่าย บางคนอาจจะร้องไห้โดยไม่มีเหตุผล และปวดศีรษะจากความเครียดก่อนมีประจำเดือนเรียกกลุ่มอาการนี้ว่า  Premenstrual dysphoric disorder (PMDD) ซึ่งเป็นโรค premenstrual syndrome ที่มีอาการรุนแรง โดยต้องมีอาการทางซึมเศร้าอย่างน้อย 5 อาการตามการวินิจฉัย
การวินิจฉัย  Premenstrual dysphoric disorder (PMDD)
      ผู้ป่วยจะเกิดอาการก่อนมีประจำเดือนและหายไปหลังประจำเดือนมาโดยจะต้องมีอาการดังต่อไปนี้ 5 อาการเป็นอย่างน้อย
1.        รู้สึกซึมเศร้าหมดหวัง อาจจะมีความคิดทำร้ายตัวเอง
2.        มีความวิตกกังวลและเครียด
3.        อารมณ์จะเปลี่ยนแปลงได้ง่าย และอาจจะร้องไห้
4.        อารมณ์ไม่มั่นคงโกรธคนอื่นง่าย
5.        ไม่สนใจชีวิตประจำวันและไม่สนใจคนอื่น
6.        ไม่มีสมาธิในการทำงาน
7.        อ่อนเพลียขาดพลังงานในการทำงาน
8.        Food cravings or bingeing
9.        นอนไม่หลับ
10.     ไม่สามารถควบคุมอารมณ์ตัวเอง
11.     อาการทางกายได้แก แน่นท้อง เจ็บเต้านม ปวดศีรษะ ปวดข้อ
สาเหตุ ของการเกิด Premenstrual syndrome
1.     Reproductive Hormones and Neurotransmitters เมื่อให้ยาที่ลดการสร้าง estrogen สามารถทำให้อาการดีขึ้นจึงเชื่อว่าความสัมพันธ์ระหว่างฮอร์โมนเพศกับสารที่หลั่งในสมอง ได้แก่ serotonin และ gamma-aminobutyric acid (GABA). ระดับ serotonin ที่ต่ำจะสัมพันธ์กับอาการซึมเศร้าและ carbohydrate cravingsและการขาดสาร GABA จะทำให้เกิดความวิตกกังวล
2.       เสียสมดุลของ Calcium และ Magnesium โดยพบว่าคนที่ขาด magnesium และมีระดับ calcium สูงจะเกิดอาการได้ง่าย
3.       เกิดจากความเครียดทำให้มีการหลั่งฮอร์โมนที่เกี่ยวกับความเครียดออกมาได้แก่ cortisol ทำให้กระตุ้นเกิดอาการขึ้นมา
ผลของเสียต่อสุขภาพ ของ Premenstrual syndrome
  • ขณะที่มี Premenstrual syndrome จะทำให้โรคหลายโรคกำเริบ เช่นโรคปวดศีรษะไมเกรน โรคเบาหวาน โรคหอบหืด โรคลมชัก โรค sle
  • ผลเสียทางอารมณ์ทำให้มีปัญหาเรื่องความสัมพันธ์กับสมาชิกในครอบครัว เพื่อนร่วมงาน บางคนอาจจะมีความคิดที่จะทำร้ายตัวเอง 
  • ผู้ป่วยมักจะกังวลเรื่องเจ็บเต้านมทำให้ต้องตรวจ mamography ก่อนวัยอันควร
การวินิจฉัย  Premenstrual syndrome
     ผู้ป่วยควรทำตารางจดอาการต่างๆที่เกิดในรอบเดือน 2-3 เดือนนำไปปรึกษาแพทย์โดยเริ่มจดตั้งแต่วันที่หนึ่งของรอบเดือนจนกระทั่งประจำเดือนมาดังตัวอย่าง หากมีอาการเหมือนกันและเป็นช่วงเดียวกันของรอบเดือนก็ให้การวินิจฉัยว่าเป็น premenstrual syndrome
การป้องกัน
      เนื่องจากยังไม่ทราบสาเหตุของโรคแน่ชัดดังนั้นจึงยังไม่มีวิธีที่ได้ผลดีและเชื่อถือได้จึงมีคำแนะนำรวมๆเพื่อป้องกัน
  • รับประทานอาหารที่มีคุณภาพ
  • หลีกเลี่ยงอาหารที่มี carbohydrate สูง
  • รักษาน้ำหนักไม่ให้อ้วน
  • ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ
  • หลีกเลี่ยงกาแฟ บุหรี่ และสุรา
  • ใช้ยาแก้ปวดเมื่อจำเป็นเช่น  ibuprofen or naproxen
  • รับประทาน calcium ทุกวัน (1,500 mg/day),เท่ากับดื่มนมวันละ 3-4 แก้ว
  • หลีกเลี่ยงเหตุการณ์ที่ทำให้เครียด
การรักษาโดยไม่ใช้ยา
  • อาหารให้หลีกเลี่ยงของหวาน กาแฟ บุหรี่ สุรา รับประทานผักสด ผลไม้ ธัญพืช หลีกเลี่ยงอาหารเค็ม นมสด หลีกเลี่ยงเนื้อแดง  แนะนำให้รับประทานอาหารมื้อละน้อยๆ อย่ารับประทานครั้งละมากๆ รับประทานอาหารให้เป็นเวลาเพื่อป้องกันท้องอืด
  •  การออกกำลังกายควรวันละ 30 นาทีโดยการเดินเร็วๆไม่จำเป็นต้องออกกำลังกายอย่างหนักเพราะจะทำให้ประจำเดือนผิดปกติ
  • ให้รับประทาน calcium วันละ 1200 มิลิกรัมต่อวัน ซึ่งจะเห็นผลหลังจากรับยาไปแล้ว3 เดือน
  • วิตามินมีบางรายงานว่าอาการ Premenstrual syndrome เกิดจากการขาดวิตามินหลายชนิดได้แก่ vitamins A, E, B-6, และ B1ดังนั้นจึงมีผู้แนะนำให้รับวิตามิน B1 และ B6 
  • นอนพักให้เพียงพอ
  • ลดความเครียด
การรักษาโดยใช้ยา
  • Selective serotonin-reuptake inhibitors (SSRIs) เป็นยาที่เพิ่มระดับ serotonin ในสมองเป็นกลุ่มยาที่รักษาอาการซึมเศร้าได้แก่ fluoxetine , sertraline , paroxitine มีรายงานว่าสามารถอาการซึมเศร้าและอาการปวดศีรษะ
  • GnRH Analogs เป็นยาที่ลดการสร้าง estrogen ทำให้ไม่มีการตกไข่ทำให้อาการ คัดเต้านม อ่อนเพลีย และโกรธง่ายหายไป แต่ต้องระวังหากใช้มากกว่า 6 เดือนอาจจะทำให้เกิดโรคกระดูกพรุน
  • Danazolเป็นฮอร์โมนสังเคราะห์เหมือนฮอร์โมนเพศชายใช้ในการรักษา อาการปวดประจำเดือน (dysmenorrhea), ประจำเดือนมามาก (menorrhagia), fibroids, และโรค endometriosis
  • Danazolเป็นฮอร์โมนสังเคราะห์เหมือนฮอร์โมนเพศชายใช้ในการรักษา อาการปวดประจำเดือน (dysmenorrhea), ประจำเดือนมามาก (menorrhagia), fibroids, และโรค endometriosis
  • ยาเม็ดคุมกำเนิดซึ่งจะป้องกันไข่ตกสามารถลดอาการของ premenstrual syndrome
  • ยาฉีดคุมกำเนิดก็นำมาใช้รักษาอาการได้
  • ยาแก้ปวด